หุ้นสวิงแรง 19 จุด ผิดหวังคำสั่งมาบตาพุด สถาบัน-รายย่อยทิ้งหนีตาย ต่างชาติซื้อสวน 1,257 ล้านบาท
วาน นี้ ตลาดหุ้นไทยสวิงแรงระหว่างวันถึง 19.49 จุด และสุดท้ายปิดที่จุดต่ำระดับ 693.51 จุด ดิ่งแรง 16.50 จุด หรือ 2.32% มูลค่าซื้อขาย 28,708 ล้านบาท หลังจากสถาบันและรายย่อยแห่ขายกว่า 1,600 ล้าน บาท ส่วนต่างชาติกลับลำมาซื้อหนัก 1,257 ล้านบาท และพอร์ตบล. ซื้อ 418 ล้านบาท
มาร์เก็ตติงกล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยทรุดสวนทางตลาดหุ้นเอเชียและสหรัฐที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง เพราะผิดหวังกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ให้โครงการในมาบตาพุดดำเนินการต่อ ได้เพียง 11 โครงการ รวมมูลค่าลงทุนกว่า 3 หมื่นล้านบาทเท่านั้น คิดเป็นประมาณ 10% ของมูลค่าลงทุนทั้งหมด 4 แสนล้านบาท ของ 76 โครงการ
ขณะที่โครงการลงทุนสำคัญของบริษัท ปตท. (PTT) และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ยังจะต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหาอีกนาน และปัญหาการเมืองจะรบกวนการลงทุนรอบใหม่หลังม็อบเสื้อแดงนัดชุมนุมครั้งใหม่ วันที่ 10 ธ.ค.นี้
นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลาดหุ้นที่ผันผวนเป็นเพราะนักลงทุนยังมีความกังวลกับการแก้ปัญหาในมาบตาพุด
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่านักลงทุนยังรอทางออกที่ชัดเจน โดยเฉพาะการประชุมของคณะกรรมการทั้ง 4 ฝ่ายเพื่อแก้ปัญหามาบตาพุด และตลาดหลักทรัพย์ขอให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ทั้ง 5 แห่งที่ได้รับผลกระทบชี้แจงข้อมูลให้ทราบเย็นวานนี้
“เมื่อ วันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา ตลาดแจ้งให้ 5 บจ.เตรียมข้อมูลและประเมินความเสียหายทั้งหมด ดังนั้นนักลงทุนควรรอข้อมูลให้ชัดเจนก่อนที่จะตัดสินใจเข้าลงทุน”
อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์และบจ.คงจะยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายทั้งหมดได้
ทั้งนี้ บจ. 5 แห่งที่มีโครงการก่อสร้างใน 76 โครงการในมาบตาพุด ได้แก่ บริษัท ปตท. (PTT) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) และบริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ (TPC)
นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทำให้มีแรงขายออกมาในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญหามาบตาพุด อาทิ PTT และ SCC ซึ่งเป็นหุ้นขนาดใหญ่ จึงกดดันต่อทิศทางของหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ
“หาปัญหายังยืดเยื้อต่อไป ก็จะกดดันให้หุ้นปรับฐานอีกสักระยะหนึ่ง และบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุน รวมถึงแผนการควบรวมกิจการของกลุ่มปตท.เลื่อนออกไป ซึ่งหวังว่ารัฐบาลน่าจะแก้ไขปัญหาและหาทางออกได้เร็วที่สุด มิฉะนั้นจะส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม”
สำหรับการลงทุนในช่วงนี้ นักลงทุนควรเลือกลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดี หรือหุ้นขนาดกลาง รวมถึงหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจาก มาบตาพุด








