ดร.นิทัศน์ ภัทรโยธิน กรรมการและผู้จัดการตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า แห่งประเทศไทย (AFET) เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ทางคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ได้ตั้งคณะอนุกรรมการระบายข้าวผ่านตลาดเอเฟตขึ้นมาแล้ว และมีแผนจะเปิดระบายข้าวประมาณ 4 แสนตันเศษเป็นข้าวขาว 5% และข้าวหอมมะลิ แต่ก็ต้องรอให้คณะอนุกรรมการพิจารณาว่าจะเริ่มเมื่อไร ปริมาณเท่าไร ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบระบบดีว่าจะเปิดประมูลข้าวในตลาดเอเฟตได้อย่างไร หากรัฐบาลสั่งการเมื่อไรก็พร้อมจะเริ่มได้ทันที ผลดีที่รัฐบาลได้รับคือความโปร่งใสในการประมูลข้าว ราคาเป็นธรรม ส่วนเอเฟตก็สามารถเพิ่มปริมาณการซื้อขาย
ส่วนข้อจำกัดที่ว่าข้าวเปลือกที่รับจำนำจะนำมาเทรดเป็นข้าวสารได้หรือไม่นั้น ยืนยันว่าทำ option ได้ทั้งสองแบบ เพราะการป้องกันความเสี่ยงไม่ต้องทำตัวต่อตัว เพราะอัตราแปรสภาพมีอยู่แล้ว เหมือน 1 ต่อ 1 หากเป็นข้าวเปลือกเท่านั้น เป็นข้าวสารเท่าไร สามารถ convert กลับไป กลับมาได้
ดังนั้นจะใช้ข้อกำหนดที่เรามี อยู่แล้วก็ได้ หรือหากจะให้สะดวกกว่านั้นก็ควรจะกำหนดเงื่อนไขการซื้อขายข้าวเปลือกให้ ซึ่งขณะนี้ทางเอเฟตก็มีการเตรียมความพร้อมศึกษาเพิ่มเติมอยู่ เพราะข้าวสารเรารู้ว่าใครซื้อขาย และหากเป็นข้าวเปลือกจะมีใครซื้อขายบ้าง มีผลอย่างไร
ถ้าหากมีนโยบายให้นำข้าวเปลือกเข้ามาซื้อขายก็ต้องดำเนินการต่อ ต้องดูทิศทางความเหมาะสม ว่าหากเป็นข้าวเปลือกจะมีใครสั่งขาย หรือสั่งซื้อเป็นใคร ซึ่งต้องไปทำความเข้าใจกับคนกลุ่มนี้ ในด้านการส่งมอบรับมอบข้าวส่วนนี้ซึ่งจะเป็นข้าวที่จำนำยุ้งฉาง คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ เพราะมีกระบวนการหลายอย่างในเอเฟตที่ช่วยได้ เช่น EFP (การตกลงส่งมอบรับมอบและนำออกจากตลาดก็ได้)
ส่วนโครงการรับจำนำข้าวนาปีฤดูกาลผลิตปี 2551/2552 ซึ่งมีรูปแบบของการ "จำนำสิทธิ" ผู้ที่รับผิดชอบคือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งจะให้สิทธิในการขายข้าวเปลือกกับเกษตรกร กระบวนการคือ จะให้ราคา 12,000 บาท สำหรับข้าวเปลือกเจ้า และ 15,000 บาทสำหรับข้าวหอมมะลิ หากเกษตรกรเลือกข้อเสนอนี้ หลังจากนั้นเกษตรกรนำข้าวเปลือกไปขายในตลาด ได้ราคาสูงกว่า สามารถสละสิทธิขายข้าว ให้กับรัฐบาล แต่หากขายได้ราคาต่ำกว่านี้มารับจากรัฐบาลเพิ่ม ซึ่งตรงจุดนี้ เท่ากับว่า ธ.ก.ส.ซึ่งเป็นผู้รับถ่ายโอนความเสี่ยงจากเกษตรกร ซึ่ง ธ.ก.ส.เองก็มีหนทางว่าจะยืนราคาราคานั้นโดยไม่ทำอะไรเลยก็ได้ หรือจะเอามาประกันความเสี่ยงกับเอเฟตก็ได้ เป็นการตัดสินใจโดย ธ.ก.ส.ว่าทำอย่างไรเพื่อป้องกันความเสี่ยง
ขณะนี้ปัจจัยด้านวิกฤตเศรษฐกิจโลก ส่งผลกระทบในแง่จิตวิทยา การออม และการใช้จ่ายต่างๆ และอีกด้านในฐานะที่ไทยเป็นประเทศผู้ผลิต กังวลถึงปริมาณความต้องการใช้สินค้าในตลาดโลกว่าจะลดลง ทำให้เกิดความผันผวนที่รุนแรงของราคาสินค้าเกษตร เช่น ยางพาราเปลี่ยนแปลงจากปีก่อน 20% แต่ข้าวเมื่อเทียบกับปีก่อน เปลี่ยนแปลง 3.5% แต่ปีนี้ไปถึง 30% ซึ่งทำให้เห็นภาพว่าความผันผวนของราคาเป็นโอกาสของนักลงทุน
ขณะที่คนที่อยู่ในวงการค้าสินค้านั้น ที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้น เช่น ช่วง ปี 2551 ตั้งแต่ต้นปีถึงกลางปี ราคาข้าว ปรับตัวสูงขึ้นรุนแรง ทั่วโลกเกิดภัยธรรมชาติ มีเฮดจ์ฟันด์คอมโมดิตี้โลกเข้ามาเก็งกำไร ราคาพุ่งไปถึง 1,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน ผู้ส่งออกทำสัญญาล่วงหน้าในราคาต่ำเพียง 350 เหรียญสหรัฐ แต่ราคาในประเทศกระโดดขึ้น หากตอนนั้นทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าไว้ก่อนก็ไม่ต้องไปเจรจาขอยกเลิกสัญญา ขอปรับสัญญา เพราะหาของส่งไม่ได้ ตอนนี้ภาวะอย่างนี้ก็เกิดขึ้นกับยางพารา ที่มีราคาตกลง พ่อค้าก็ต้องการป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น การซื้อล่วงหน้าก็เป็นเครื่องมือลดความเสี่ยง ในความผันผวนของราคายาง อย่างในไตรมาสที่ 3 พุ่งมาเป็น 600-700 สัญญาต่อวัน
สิ่งที่จำเป็นที่จะต้องทำ คือ เพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มผู้เกี่ยวข้อง และผู้สนใจรับรู้และเข้าใจระบบการซื้อขายตลาดมากขึ้น รัฐบาลปรับปรุงกลไกการแทรกแซงให้สอดคล้องกับกลไกตลาดมากขึ้น เช่น โครงการแทรกแซงมันสำปะหลังที่กำหนดราคาทยอยเพิ่มขึ้นแบบขั้นบันได ดึงสินค้าไม่ให้ออกสู่ตลาดในระยะเวลาเดียวกัน เก็บไว้ใต้ดินก่อน เป็นแนวทางที่ดี เป็นราคาขั้นต่ำไม่ควรสูงกว่าราคาตลาด
แหล่งที่มา : ประชาชาติธุรกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 4059 วันที่ 04 ธันวาคม พ.ศ. 2551








